Sakol's profile. - * | Golf | * : - .PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    November 05

    KMIT'L

    #บางคนอ่านแล้วอาจงง เนื้อหาต่อไปนี้ copy มาจากเว็บบอร์ดนะคับ เห็นว่าวิจารณ์ตรงดี แต่บางส่วนก้อไม่รู้เหมือนกันนะ คิดถึงสถาบันฯ ก้อมาอ่านกันนะ ฮาฮา ^0^
     
    สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

    ห้องน้ำหญิงชั้น5 ของตึกเอ คณะวิดวะ "ลาดกระบัง" มีศาลพระภูมิอยู่
    พระจอมเกล้าลาดกระบัง(ย้ายลงมาอยู่ข้างล่างเรียบร้อยแล้ว)

    "สถาบันเทคโนฯลาดกระบัง" เป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียว ที่มีทางรถไฟตัดผ่านกลางมหาวิทยาลัย
    สถาบันถูกผ่าออกเป็นสี่ส่วน โดยถนนและรางรถไฟ
    มีผู้หญิงและผู้ชายจำนวนพอๆ กัน ยกเว้นคณะวิศวะอย่าคิดว่าที่นี่มีแต่ผู้ชาย และอย่าเชื่อที่เพื่อนบอกว่าถ้าคุณเข้าไป คุณจะกลายเป็นดาวคณะได้เลย เพราะความจริงคือ มีผู้หญิงสวยๆ เยอะแยะ หุ่นดีอีกต่างหาก (อาจเพราะออกกำลังด้วยการเดินไปเรียนมาก) อย่างที่เราเคยเชื่อมาแล้ว...
    ตอนนี้ลาดกระบังมีรถวิ่งรอบสถาบันแล้วนะ 5 บาทตลอดสาย
    ที่นี่สามารถหาดูตัวเงินตัวทองได้ไม่ยากนัก และคนที่นี่เรียกว่า "พี่เห้"
    พี่วินที่นี่แพงและวิ่งเร็วมาก(เกินไป) ทางที่ดีควรเดินเพื่อออกกำลังกาย หรือนั่งรถสถาบัน
    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มีตึกคณะลักษณะคล้ายรวงผึ้ง จึงเรียกกันว่าตึกรวงผึ้ง และว่ากันว่าที่ตึกนี้ นักศึกษาปี4 ก็สามารถหลงได้ เนื่องจากตึกนี้มี 4 ลูป และทุกลูปลักษณะเหมือนกัน
    ที่ลาดกระบังก็มีภาควิชาบริหาร และที่สำคัญอยู่ในคณะเกษตร
    และในภาคบริหาร มีสาขาเทคโนโลยีการจัดการ ที่สังกัดคณะเกษตร แต่ไม่เรียนอะไรเกี่ยวกับเกษตรเลยแม้แต่ตัวเดียว
    คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือคณะไอที มีตึกเรียนที่ไฮโซที่สุดแล้ว เพราะติดแอร์ทั้งตึก เนื่องมาจากเมื่อก่อนตึกนี้ไว้เรียน ป.โทไอทีอย่างเดียว แล้วจึงมีการขยายมาเปิดเป็น ป.ตรีทีหลัง
    คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เป็นที่ๆ ถูกใช้ถ่ายมิวสิควีดีโอค่อนข้างบ่อย (แต่จำไม่ได้ว่าอะไรบ้าง)
    หอในเคยถูกใช้เป็นที่ถ่ายทำเรื่อง 4x4 ที่ Four เล่นด้วยนะ
    เด็กวิวะใส่แตะไปเรียนคณะอื่นได้ แต่เด็กคณะอื่นห้ามใส่แตะมาเรียน
    7-11 ตรงสถานีรถไฟไม่ได้เปิด 24 ชม.
    วิชาที่เริ่มเรียนตอนเช้าเริ่มเรียนตอนที่รถไฟมาพอดีประมาณ 8-9 โมง ถ้ารถไฟมาสาย หรือตกราง ก็เริ่มเรียนสาย
    เคยมีไฟดับช่วงสอบพอดี แต่ไฟส่องถนนกลับไม่ดับ เด็กลาดกระบังต้องมานั่งอ่านหนังสือริมถนน
    เป็นสถาบันที่เสื้อชอปคือเสื้อนักศึกษา กางเกงยีนส์คือกางเกงนักศึกษา
    มีที่ให้อาหารปลาหลายจุด ตึกเจ้าคุณ,ตึกวิดวะ,ตึกพระเทพ
    มีมิสไทยแลนด์ กับเขาด้วย(ซึ่งตอนนี้เธอก้อร่วงโรยไปตามกาลเวลาแล้ว...) อ้อมีอาร์มแชร์อีก (55+)
    คณะเกษตรปี2 ก็ได้ฝึกงานแล้ว(ที่วิดยาเขตชุมพร)
    การจราจรครบ รถไฟ รถเมล์ เรือ(หลังถาปัด) และเครื่องบิน
    บรรยากาศดีเพราะอยู่ชานเมือง
    เคยมี FBI มาตามจับนศ.เก่า(วิดวะคอมฯ)ที่ Hack เวบเขาไว้ (ข่าววงใน)
    ยุงที่นี่สามารถกัดทะลุกางเกงยีนส์ได้ ทดสอบมาแล้ว และกัดได้แม้ขณะที่เราวิ่ง (เจอมาแล้วเช่นกัน)
    เสื้อ shop วิดวะ มีเกลือมากที่สุดในประเทศ เพราะวิดวะที่นี่ไม่นิยมใส่ชุดนศ.และมี shop ตัวเดียวซะส่วนใหญ่บางทีเห็นเอ๊ะ..ช๊อปวิดวะกลายเป็นสีฟ้า จริงๆสีกรมท่า
    มีอินเตอร์เนทที่เร็วที่สุดในประเทศคือ 10GB/s (รึป่าว จำไม่ได้) ที่ต้นเครือข่ายนะ มีอาจารย์เคยบอกตอนปฐมนิเทศ (พอกรูใช้ทีโหลดเป็นชาติอ่ะ)
    หอในใหม่ ใช้แรงงานต่างด้าวทั้งหมด (ซึ่งตอนนี้ถูกจับไปหมดแล้วการก่อสร้างจึงหยุดชะงัก)
    แทงค์น้ำตึก 12 มีไว้เพื่อ(และเป็นเหตุ)ให้สนามบินสุวรรณภูมิถูกเลื่อนให้ไกลจากสถาบันมากขึ้น เสียงจะได้ค่อยลง
    เป็นสถาบันแห่งหนึ่งที่จักรยานหายมากที่สุดเช่นกัน
    ไม่ได้มีแต่ผู้ชายอย่างที่คนภายนอกเขาคิดกัน
    มีโรงหนังขนาดเล็กที่ห้องสมุด ค่าเข้าแค่คนละ 5 บาท
    ส้มตำในซอยของถนนข้างตึก 12 อร่อยสุดแล้ว
    มี FTP ใช้ได้ไม่จำกัด และแน่นอน มีหนังโป๊เยอะมาก
    ห้ามตดใน 7-11 ที่อยู่หน้าตึก 12 เด็ดขาด เพราะเป็น 7-11 ที่แคบที่สุด
    เป็นสถาบันที่ไม่มี summer ให้เรียน ถ้าอยากเรียนต้อง drop หรือ ไม่ลงทะเบียนตั้งแต่ต้น(ใช่ป่ะ?)
    ถ้าขึ้นตึกสูงในสถาบันจะเห็นลานบินและหอคอยการบินที่สูงที่สุดในโลก(สำหรับหอคอยการบินนะ)ได้อย่างชัดเจนในวันอากาศสดใส
    สนามกีฬามีสัญญาณ Wifi แต่ไม่มีที่ให้วาง Notebook ให้เล่น
    ศูนย์วิจัยมีเนตให้เล่นฟรี 24 ชม. เนตเร็วมาก แต่ระวังตอนเปิดเครื่อง อาจทำให้ฝาเคสเครื่องหลุดเป็นชิ้นๆได้ (เจอมาแล้ว) แต่เครื่องก็ยังใช้ต่อได้
    ซอยเกกีงาม 2 จะเป็นหายนะ เมื่อฝนตก
    และแน่นอน ยานพาหนะคุณจะดูเก่าขึ้นอีก 35 ปีเมื่อจอดเฉยๆที่ซอยนั้น แม้จะจอดเพียง 2 อาทิตย์ก็ตาม(ฝุ่น) และนั่น จะทำให้จักรยานหายยากขึ้น(แต่ก็ยังหาย)
    หากคุณยืนตากแดดในที่โล่งตั้งแต่วินาทีแรกที่ดวงอาทิตย์ขึ้น จนถึงวินาทีสุดท้ายที่ดวงอาทิตย์ตกดินโดยไม่ขยับไปไหน ในช่วงหน้าร้อน คุณต้องใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 2800 ถึงจะกันแดดได้ "100%"
    จากการคำนวนคร่าวๆ (โอ้ว...พระเจ้าจอร์จ!!ถูกต้องนะคร้าบบบบบบ!!!!!!!)

    ซอยเกกีงามเป็นชุมชนหอนอกที่ใหญ่ที่สุด มีคนพักอาศัยมากกว่า 3 พันคน(จากการประเมินเบื้องต้น) มีราคาตั้งแต่ 1700-5200 บาท ยังไม่รวมค่าน้ำค่าไฟ
    หากคุณไม่เคยพกไฟฉายเข้าห้องสมุด ลองเข้าห้องสมุดวิดวะสิ คุณต้องการมันแน่ๆ
    สนามเปตองเปิดให้เล่นได้ 24 ชม. แต่ไม่เปิดไฟตอนกลางคืน (อะไรฟะ)
    คณะวิทยาศาตร์เป็นคณะเดียวที่ไม่ได้ติด Wifi
    เชื่อมั้ยว่า ตึกวิทย์เก่าเคยมีเด็กทำการทดลอง เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ จนเกิดการสูญเสียมาแล้ว
    คณะวิทยาศาสตร์มีโรงอาหารแห่งเดียว และเป็นโรงอาหารสถาบันซะด้วย แต่ดันไม่มีแอร์
    แต่คณะวิศวกรรมศาสตร์มีโรงอาหารหลายแห่ง และบางแห่งยังติดแอร์ด้วย
    อยากได้หมวกยาม ไปหยิบจากหัวยามได้เลยที่ตึก A ตอนกลางคืน รับรองได้ยามไม่วิ่งตาม ไม่ด่าคุณแน่นอน (หลับ) เคยลองมาแล้ว
    สถิติเวลาเรียนที่เคยโหดที่สุด คือ 19.00-05.30 น.คณะวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์ประยุกต์ (ตายดีกว่า!!) และบาง sec ของวิดวะปี 1 เทอม 1 มีเรียน 7 วันต่ออาทิตย์ ตามตารางสอนซะด้วย
    จำตอนเด็กๆ จำได้มั้ยที่โรงเรียนเค้าจะมีนมถุงให้กิน มียี่ห้อ KMITL ด้วย และแน่นอนสถาบันเราผลิตเอง (จิงป่ะเพิ่งรู้นะเนี่ย ?)
    ถ้าต้องการส่งเกรดอันน้อยนิดให้พ่อแม่ดู World Wide Book ที่คณะวิศวะ มีบริการไปรษณีย์ทุกอย่างด้วย(เคยไปใช้บริการกันป่ะ?) ไม่จำเป็นต้องถ่อเดินทางไปถึงซอยไปรษณีย์
    และ Textbook ที่นั่นราคาถูกกว่าศูนย์หนังสือจุฬาฯ ถ้าไม่มีหนังสือที่ต้องการ สามารถสั่งได้
    เสาโทรฯอันเด่นสง่าใช้การไม่ได้แล้ว
    จะบ่นทำไมว่าห้อง Lab เคมีไม่ติดแอร์ ในเมื่อสารเคมี(หลายตัว)ต้องทดลองที่อุณหภูมิห้อง(ใช่ป่ะ?)
    จะใช้ Flash Drive รุ่นใหม่ๆ ที่คอมฯตึก A ต้องเอาแผ่น Driver ไปด้วย ไม่งั้นใช้ไม่ได้
    คอมพิวเตอร์ที่ชั้น 1 หอสมุดกลางใช้สัญญาณ Wifi ไม่ใช่จากสาย LAN
    คิดจะหาจักรยานที่เก่าเกือบ 10 ปี และมีสนิมเขรอะล่ะสิ มันก็หายได้ (ของเพื่อนผมเอง)
    ตั๋วรถไฟกระดาษแข็ง สีส้มแดง มีเหลือขายเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย คือ สถานีพระจอมเกล้าฯ (เคยถามนายรถไฟมาแล้ว)
    ในอนาคตจะเป็นของหายาก เก็บไว้ดีๆ (รู้สึกตอนนี้จะเปลี่ยนเป็นตั๋วบาง 2 ใบแล้วนะ ยืนยันโดยข้าพเจ้านี่แหละ (ขึ้นมาหลายรอบแล้ว)
    สถาบันเรามีอุทยานวิศวกรรมด้วยนะ(คิดว่าเรียกงี้นะ) ชั้น 1 ตึก ECC ไง
    ส้มตำร้านป้าดา ซอยเกกีงาม 2 มีพยาธิตัวจี๊ดดดดด (ถ้ามันขึ้นหน้า อาจทำให้เราเสียชีวิตได้) ที่สำคัญ ระวังตูดด้วย เพราะคนขายไก่ทอดข้างหน้าเป็นเกย์
    ประตูใหญ่ข้างตึก 12 (ทิศตะวันตก)เปิดเพียง 1 วันเท่านั้นในรอบ 1 ปี
    ศูนย์วิจัยฯ ตอนดึก ใส่รองเท้าแตะเข้าก็ได้นะ แต่ต้องเป็นแตะมีสกุลนะ (ตามระเบียบต้องใส่ผ้าใบ)
    ห้อง Lab ที่มีราคาแพงที่สุด อยู่คณะวิทยาศาสตร์ มีมูลค่ามากกว่า 10 กว่าล้านบาท (อยากรู้รายละเอียด ถามรุ่นพี่ที่นั่น)
    สนามโภไคยอยู่ต่ำกว่าระดับทางเดินมาก แต่ไม่มีระบบป้องกันและระบายน้ำจากน้ำท่วม
    อย่าขึ้นลิฟท์กับพวกเด็กวิดวะ เพราะคุณจะสลบก่อนเดินออก(กลิ่น shop)
    แต่พวกวิดวะด้วยกันจะชินกันแล้ว(อาจารย์ฝากบอกมานะอันนี้)
    และกรุณาอย่าขึ้นลิฟต์กับเด็กถาปัดเหมียนกัน เพราะคุณอาจได้กลิ่นปลาหมึก หรือรองเท้าของพวกตีนเหม็นทั้งหลายขอบอกว่าเหม็นจิงๆ เหม็นเห้ๆ (กรี๊ดดด..ชั้นไม่เหม็นนะยะ)
    ถ้านั่งวินมอไซต์ไปตึก L อธิบายให้ดีๆ เพราะมีตึก L สองแห่ง (เคยส่งผิดทีนึง)
    sheetสำเร็จรูปร้านถ่ายเอกสารแตงกวาหน้าตึก 12 ขายแพงกว่าปกติอย่างน้อย 35 เท่า ซื้อของคณะหรือภาคดีกว่า
    ท่านอาจจะพบตัวเงินตัวทอง(ตัวเชี้ย) ได้ในเขต วิดวะและถาปัด (เป็นมาสคอตของที่นี่นี่เอง)
    มีสะพานลอยคนเดินข้ามแต่ส่วนมาจะเป็นสุนัขที่ใช้(ไม่ได้ว่าใครนะครับ สุนัขจริงๆ ใช้บ่อยกว่าคนอีก)
    หลีกเลี่ยงสถานีพระจอมตอนกลางคืนให้ดีดี ได้ข่าวมาว่าถ้าไปยืนร้องเพลงเชียร์คนเดียวสักพักจะมีคนมาร้องต่อให้ (เฮ้ย!!!จิงดิ!!! กรี๊ดดดดดด!!!!)
    มีสถานีรถไฟเป็นของตัวเอง 2 สถานีเลยก็ว่าได้(หัวตะเข้ลาดกระบัง) และ 2 สถานีนี้เป็นสถานนีรถไฟที่ติดกันมากที่สุดแล้วมั้ง(เดินไปอีกสถานีก็ประมาณ 200 เมตร)
    ตอนกลางคืนที่อนุเสาวรีย์ ร.4 จะมีคนมาวิ่งบ่อยๆ (ไม่ใช่ผีนะ..มาแก้บน)
    อยากได้อะไรที่ลาดกระบังมีทุกอย่าง ของกินของใช้ ร้ายเกม ร้านหนังสือ ร้านเช่าหนัง ร้านซ่อมขายจักรยาน หอพักมากมาย ห้างก็มี(TOP ตรงหัวตะเข้) ฯลฯ สบายจิงๆ
    มาเรื่องลี้ลับบ้าง ห้องน้ำหญิง ตึก A ชั้น 5 ของคณะวิดวะ เป็นแหล่งลองของชั้นดีของผู้ที่ต้องการ เพราะมีเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นมากมาย แล้วในห้องน้ำนั้นมีแม้กระทั่งศาล (เคยขึ้นไปด้วย จะบอกว่า ตามตำนานคือ สาวถาปัด อกหักจากหนุ่มวิดวะเลยไปผูกคอตาย ที่ว่าสาวถาปัด เพราะจะมีงานวูดคัท ซึ่งเด็กถาปัดต้องได้ทำ อยู่บนหิ้งด้วย ใครอยู่รุ่นแรกๆ แล้วขึ้นไปก็จะได้เห็นรูปเล็กๆของชีด้วย ตอนนี้ไม่มีแล้วแต่ศาลยังคงมีอยู่ ที่สำคัญห้องน้ำตรงนั้นยังเปิดใช้อยู่ แต่บางตำราบอกว่าเป็นสาวคนงานก่อสร้างต่างหาก)
    โรงอาหารที่แมวเยอะที่สุดคือโรงอาหารคณะถาปัด (และมีหมาที่อ้วนที่สุด 1 ตัว กะหมาน้ำลายยืดอีก 1 ตัว และอีกหลายๆตัวที่ไม่ได้กล่าวถึงและหมาอ้วนมันกลัวเสียงพลุมากที่สุด)
    โรงอาหารที่หมาเยอะที่สุดคือโรงอาหารคณะวิดยา
    โรงอาหารวิดยาเป็นโรงอาหารที่มีเด็กต่างคณะใช้มากที่สุด
    คณะวิดยามีการแจกสติกเกอร์ให้นักศึกษาเข้ามาจอดรถในคณะได้ซึ่งในการแจกจะใช้ระบบจับฉลากในหอประชุม เด็กที่ยื่นเรื่องขอไปได้ลุ้นกันตัวโก่งยังกะหวยออก
    ชั้น 4 ตึกจุฯที่เป็นชั้นภาคชีวะ ต่อให้ไม่ได้ดูเลขชั้นก็ยังรู้เพราะจะมีกลิ่นอาหารเลี้ยงเชื้ออยู่เสมอ
    ลาดกระบังช่วงใกล้ๆ 9 โมงเช้าและ 4 โมงเย็นจะเหมือนเมืองจีนมากเพราะมีจักรยานเยอะว่ารถยนต์ซะอีก
    อยู่ลาดกระบังจะทำให้มีความรู้สึกว่าแสงโสมนี่มันช่างลื่นคอกว่า แบล็กหรือชีวาสไปแล้ว พอกลับไปกินเหล้าแพงๆกลับรู้สึกคันๆคอ 555 ++
    ตึกที่บรรดาเด็กลาดกระบังเคยบอกว่า ไฮโซไซตี้ที่สุดนั้นคือตึกไอที
    ส่วนตึกที่ดังที่สุด ก้อตึกจานบิน ที่ถาปัดเรานั่นเอง มีทั้งถ่ายโฆษณาหนัง MV และอื่นๆๆๆๆ (แต่ยังไง้ ยังไง มันก้อยังไม่ค่อยมีคนรู้จักซะที ไหงเป็นงี้ฟะ!!)
    ตึกภาคอิเล็กทรอนิกส์(ตึก B) เป็นตึกที่บันไดในตึกชวนงงมากๆ เดินแล้วจะลืมว่าเราจะไปชั้นอะไรหว่า หลายๆ คนเรียกบันไดหลอกผี เราว่าเป็นบันไดหลอกตัวเราเองมากกว่า เหอๆๆๆๆ
    ตึกภาคโทร (ภาคเราเอง...อิอิอิ) เป็นตึกที่ดูเหมือนโรงพยาบาลมากที่สุดทำโปรเจ็คตอนกลางคืน เดินไปเข้าห้องน้ำ กลัวเป็นบ้าเลย ฮือๆๆๆๆ
    ส่วนห้องน้ำหญิงตึก A ชั้น 5 ไม่เคยเข้าเลย เนื่องด้วยได้ยินกิตติศัพท์มายาวนาน จะเข้าห้องน้ำ ต้องลงมาชั้นล่างตลอดเลย (เพื่อความปลอดภัย)
    ตอนเรียนใส่ชุดนักศึกษาเฉพาะวันสอบเท่านั้นเหอๆๆๆ เคยลืมด้วย ใส่ชอปไป ต้องวิ่งกลับมาเปลี่ยนเป็นชุดนักศึกษา
    ไม่เข้าใจเหมือนกันทำไมชอบบนวิ่งรอบพระจอมฯ กัน (เราก็เป็น) แล้วต้องไปวิ่งดึกๆ ดื่นๆ ด้วยนะ เหอๆๆๆๆ
    มีคนล่ำลือกันเกี่ยวกับเสียงดนตรีไทยที่ตึกพระเทพ.... ชมรมเรา (ดนตรีไทยและนาฏศิลป์) เดิมทีตั้งอยู่ที่ตึกพระเทพ ใกล้ๆ สระว่ายน้ำ สมาชิกบางคน ชื่นชอบการเล่นดนตรีไทยโดยที่ปิดห้อง ปิดไฟ และเอารองเท้าเข้ามาให้ห้องให้เรียบร้อย... เหอๆๆๆ ถามเพื่อนๆ หลายคน ไม่เคยมีใครรู้ว่ามีชมรมดนตรีไทยตั้งอยู่ที่นั้น จากนั้นก็ย้ายมาอยู่ชั้น 2 โรงอาหารสถาปัตย์ (ย้ายมา 7-8 ปีแล้ว...) ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังอยู่ที่เดิมหรือเปล่า?? ไม่ได้แวะกลับไปนานแล้ว
    ตึกคณะ IT นอกจากติดแอร์ทั้งหลังแล้ว ตึกนี้สร้างโดยไม่ใช้เสาเข็ม แต่ใช้ลวดสลิงยึดแทนทั้งหลัง ซึ่งมีข้อห้ามอย่างเข้มงวดที่สุดคือ ห้ามเกิดไฟไหม้เด็ดขาด เพราะจะพังทั้งตึกในพริบตา
    เรื่องน่าแปลกอย่างหนึ่งในตึก IT คือ หมา และ แมว ในช่วงหัวค่ำ มันจะชอบแอบเข้ามาในตึกเพื่อเข้ามานอน แน่หละเพราะตึกเย็นสบาย แถมชอบขึ้นไปนอนชั้นสูงบนด้วย เช่น ชั้น 3 ชั้น 5 อันนี้พี่ยามหน้าตึกก็ช่วยยืนยัน
    ตลาดหัวตะเข้ มีร้านขายนขมจีนที่อร่อยมากเจ้าหนึ่งเป็นคุณป้าแก่ๆ คนหนึ่ง มาขาย จะเริ่มขายราวๆ 5-6 โมงเย็น ไปถึงตอนเช้า ซึ่งช่วงดึกๆ เที่ยงคืนเป็นต้นไป คุณป้าก็จะขายอยู่คนเดียวในตลาด
    ตึกเรียนถาปัดลาดกระบัง เวลาเรียนนี่ เงียบฉี่ แต่เวลาสอบ คนมาจากไหนกันเยอะแยะก็ไม่รู้
    ถาปัดลาดกระบัง ห้องน้ำชั้น 2 ถูกออกแบบมาเพื่อให้มองเห็นคนฉี่ได้
    ไก่ย่างหน้าประตู ที่เข็นมาขายมีสีแดงเถือกจนน่ากลัว แต่ก็ยังซื้อกินทุกวัน
    ถ้ามีคนเตะบอลตกสระน้ำแล้วไม่มีไม้เก็บ ก็เอาก้อนหินที่อยู่แถวนั้นแหล่ะ ขว้างเอา บางที อิฐบล็อคปูถนนก็ยังถูกขุดขึ้นมาขว้าง
    แมวในศ.อ. ห้องที่ปั้นเซรามิค เป็นแมวมีวิชาตัวเบา ไม่เคยเหยียบงานแตกเลย
    หมาหิมะ จ้องคุณทุกเมื่อ ถ้าหากมีของกินอยู่ในมือ
    มีคนบอก ห้ามตกปลาในสระ แต่ยังเห็นมีคนตกมาย่างกินกันอยู่เลย
    หอ FBT เป็นแหล่งรวมของเด็กถาปัด ใครอยู่หอในตอนปี 1 พอขึ้นปี 2 จะออกมา(ก็มันไม่สะดวกในการทำงานนี่นา)
    ร้านป้าแอ๊ะ ชอบโก่งราคาของเวลาใกล้ส่งงาน สอบวันไหน ส่งงานอะไร ป้าแกรู้หมด(สงสัยจะมีสายในคณะ)
    ผู้หญิงวิทยา น่ารักเยอะ
    มีคนในคณะถาปัดลาดกระบังว่า ตัวเงินตัวทอง รสชาติเหมือนไก่
    ผู้ปกครองที่มาเยี่ยมเยือนลูกๆที่คณะ เห็นนักศึกษาบางคนแล้วนึกว่าเป็นแรงงานพม่าที่มาทำการก่อสร้างตึก(เขาฝากบอกมาว่า "กูเป็นแค่นักศึกษาเฉยๆ")
    ถาปัดลาดกระบังปี 1 เข้าไปนี่ถ่อยมาก แต่พอขึ้นปี 5 เรียบร้อยหยั่งก๊ะนักเรียนแพทย์
    เด็กคณะวิทย์ลาดกระบัง น่ารักที่สุดครับ
    สถานีรถไฟที่ห่างกันแค่ 800 เมตร แต่ราคาต่างกัน 1 บาท เท่าๆ กับสถานีที่ห่างกัน 6 กิโล
    สะพานลอยหน้าคณะวิทย์แทบจะไม่มีเด็กข้าม
    ยี่สิบปีที่แล้ว คณะวิศวะกับเกษตรตีกันแทบทุกวัน
    ร้านบางกอกเป็นร้านเหล้าที่อยู่นานที่สุด
    ทุกคนจะรู้จักc2
    รุ่นพี่ชอบพาน้องรหัสไปเลี้ยงที่ร้านพันช์
    คณะถาปัดลาดกระบังมีจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2497
    มีทั้งหมด 5 ภาควิชา
    ซึ่ง5ภาควิชานี้จะมีบุคลิคลักษณะเป็นเอกลักษณ์
    เริ่มจากชาววิจิตรศิลป์จะแต่งตัวคล้ายกันในช่วงปี 1
    ส่วนชาวนิเทศน์จะไม่ค่อยใส่ชุดนักศึกษา
    พวกศอ.จะส่วมชุดชอปเข้าใกล้ห้องพักอาจารย์(ท่านนึง)ไม่ได้
    ส่วนสาวสน.ต้องดูให้ดีว่าของจริงรึเปล่า
    สถ.ไม่น้อยหน้าจะมีรุ่นพี่ท่านนึงที่ชื่อเข้ากับภาควิชาสถ.มาก ๆ
    จะเห็นเขาท่านนี้อยู่วนเวียนเรื่อยไปตามงานกินเหล้าต่าง ๆ
    นักศึกษามักจะใส่กางเกงยีนส์=กางเกงนักศึกษา
    ส่วมรองเท้าผ้าใบ=รองเท้านักศึกษาและมักจะแอบใส่แตะเข้าห้องสมุด
    มีกิจกรรม 2-5หรืออาจจะ6รับ 1ซึ่งมีตลอดปี
    บางคนอาจจะคิดว่าเป็นกิจกรรมไม่สร้างสรรค์(มันสร้างสรรค์ให้น้องเราคอแข็ง)
    มีโรงอาหารติดริมน้ำ ทั้งใหญ่และร้านอาหารเยอะ (ประชดหน่ะ ขำ ๆนะ)
    หากแต่โรงอาหารจะมีคุณลุงท่านนึงที่สวมชุดคล้าย 2005 ทิวิ ฮูลา ฮูล่า คอยเก็บจาน
    และยังมีสุนัข2ตัว ตัวหนึ่งมันอ้วนคล้ายหมู ฉลาดเฉพาะตอนเวลาอยากกิน และอีกตัวที่ทำปากสั่นน้ำลายฟูมปากเวลามาเสนอหน้าขอกิน
    มีสนามฟุตบอลที่(เคย)ปราศจากหญ้า (ตอนนี้มีหญ้าแล้ว)
    มีสนามบาสที่ใช้ร่วมกับที่จอดรถ
    นักศึกษานิยมเดินกลับหอ แต่ต้องนั่งมอร์ไซด์มาเรียน(ไม่ทันแล้ว!!!!)
    เป็นคณะเดียวของลาดกระบังที่โดยสารด้วยเรือได้
    ที่มีเป็นคณะที่พบเจอตัวเงินตัวทองเป็นเรื่องปกติเลย
    ระหว่างการเดินจากตึกไปโรงอาหารต้องอาศัยครีมกันแดดแบบ100เปอร์เซ็นต์ถึงจะไม่ดำนะ (ยิ่งเดินไปวิจิตนะอย่าให้บอกว่าแสบตัวแค่ไหน)
    ภาควิชาวิจิตรศิลป์มีร้านขายข้าวและลานฟุตบอลส่วน
    ประตูหลังคณะสร้างมาเพื่อปิด...(อย่างนี้ไม่ต้องสร้างดีกว่า)
    นักศึกษาปี 1 แรกๆจะเห่อไปกินข้าวที่วิศวะเพราะว่า "ติดแอร์"
    หลังจากนั้นซักพักนึง ต่อให้มีคนชวนไปกินที่วิศวะก็ไม่มีใครไป ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน (เป็นอย่างนี้จริงๆนะไม่เชื่อน้องๆลองดูเพื่อนๆตัวเอง)
    Shop พลาสติคมีลุงคนนึงหน้าเหมือนแมวเปิด shop ไม่ตรงเวลา แต่ปิดก่อนเวลาประจำ เวลาจะขอแวคพลาสติคก็ต้องแล้วแต่อารมณ์ลุงแมว
    หมาที่โรงอาหารมีท่าไม้ตายเวลาขอข้าวคือ เอาปากที่น้ำลายฟูมๆ มาวางไว้ที่หน้าตักคนนั่งริม
    ร้านข้าวที่ชื่อครัวยายสม มีชื่อร้านอีกชื่อนึงคือ "ร้านป้าผี"
    ป้าแอ๊ะที่ขายเครื่องเขียน มีอีกชื่อนึงว่า "ร้านหลอก"
    ร้านป้าแอ๊ะจะมีช่วงเวลาปรับขึ้นราคาของบางชิ้นที่เกี่ยวข้องกับงานของนักศึกษาที่ต้องซื้อกันครั้งละเยอะๆ
    เวลาที่ร้านป้าแอ๊ะขึ้นราคาก็คือเวลา "ส่ง Project"
    ป้าแอ๊ะจะรู้ทันตลอดว่าเมื่อไหร่ภาคไหนจะต้องส่งงานอะไร ป้าแอ๊ะจะรู้หมดและปรับราคาของขึ้น เช่น โฟมปกติราคา 15 บาท เวลาส่ง project ขึ้นเป็น 20 ทำนองนี้
    ในโรงอาหารจะมีสิ่งมีชีวิตที่น่าอัศจรรย์อยู่ 2 สิ่ง คือ ลุงสามตา กับ ป้าปลอม
    ลุงสามตาจะคอยเก็บทุกอย่างที่เรายังกินไม่เสร็จ
    ป้าปลอมจะดูละม้ายคล้ายป๊อป อารียา เวลาอายุ 184
    ผู้หญิงคณะเราจะมีทั้งหน้าตาแย่ที่สุดและสวยมากที่สุดในมหาลัย
    แต่เปอร์เซนจะเป็น 99 : 1
    ใครที่เพิ่งมากินข้าวในโรงอาหารใหม่ๆจะสะดุ้งกับเสียง ปึ๊ง!!!! เป็นระยะๆ แต่อีกหน่อยจะชินเอง
    ครัวยายสมอาหารอร่อย แต่เคยมีคนเจอขน.....ในจาน(คำคล้องจอง)
    มีชอปที่เจ๋งที่สุดในประเทศไทย (ขอเน้นที่ชอปไม้ อัพเกรดสุดๆตอนนี้)
    แต่คนคุมชอป...(ละไว้ในฐานที่เข้าใจ โดยเฉพาะชอปพลาสติก)
    ผู้หญิงที่ฉลาดๆและน่ารักๆปี1 จะรู้สึกเหมือนเรียนสบายกว่าคนอื่น ^^
    อีกครึ่งนึงของโรงอาหารจะมีเด็กนิเทศน์นั่งกันตรึมมมม(ไม่กล้าเข้าไปอ่ะ...)
    เป็นคณะที่มีที่จอดรถเหลือ
    ในวันแรกคุณอาจเดินวนอยู่ 2 รอบกว่าจะเจอห้องเรียน บนชั้น3ของตึกเรียนรวม
    เอาล่ะ... ให้เด็กถาปัดพูดแล้ว ขอวิศวะคอมพูดบ้าง

    ห้องสโมสรนักศึกษา (ซึ่งถูกเรียกว่า สโมฯ) เป็นสถานที่ที่จะมีเด็กปี 1 ใช้บริการมากที่สุด เพราะตอนทำกิจกรรมเชียร์ต้องมาลาป่วยที่นี่
    อ้อเกือบลืม ซื้อเข็มกลัดปกเสื้อกะเข็มขัดที่นี่ก็ได้
    สโมฯ มีแมวลายเสือที่โคตรซุปเปอร์น่ารักมากๆ อยู่สี่ตัว ปัจจุบันโตหมดแล้ว และกำลังขยายเผ่าพันธ์ความน่ารักไปเรื่อยๆ จนกว่าจะกลืนกินคณะวิศวะจนหมด
    ตึกกิจกรรมนักศึกษา (ถูกเรียกว่า ตึกกิจฯ) ก็มีแมว แต่ไม่น่ารักเท่า
    ตึกกิจกรรมนักศึกษา มักถูกใช้เกี่ยวกับกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษาซักเท่าไหร่
    ห้องน้ำตึกกิจฯ มีที่อาบน้ำ สบู่ ยาสีฟัน และแปรงที่ใช้กันยกตึกกิจอยู่ด้วย
    ไม่สามารถใช้ห้องน้ำตึกกิจทำธุระหนักได้ เพราะจะเกิดปฎิกิริยาย้อนกลับ และ... ขอไม่พูดดีกว่า
    โรงอาหารวิศวะจะไม่เปิดขายเมื่อเราอยากกินมัน
    เป็นสถาบันเดียวที่สามารถใส่ยีนส์เข้าไปสอบได้ (โดยส่วนใหญ่น่ะนะ)
    ตึก ECC เป็นที่รู้จักกันว่าคือตึกภาค POWER แต่จริงๆแล้ว มี 3 ภาคอยู่ในตึกนี้นะ
    ห้องโปรเจคภาคคอม มักใช้เล่นเกม เพราะเนทแรงชิบ (แต่เปิด BIT ไม่ได้ โดนแบน)
    ตกดึก เนทที่ศูนย์คอมพิวเตอร์สามารถแรงได้ถึง 100 Mb/s (ฟังไม่ผิดหรอก จริงๆ นะ)
    หอทิพย์วารี เป็นหอที่ต่อให้หมาเ***เสาไฟฟ้า ไฟก็ดับได้
    ถ้าเราเอาระเบิดอิเล็กทรอนิกส์ (EMP) ไปยิงใส่ตึกศูนย์คอมฯ เค้าบอกว่าเซิร์ฟเวอร์เค้ายังปลอดภัยล่ะ !!
    วิศวะมีสาวสวย จริงครับ... แต่มักถูกจับจองจนหมดเกลี้ยงภายใน 3 วันแรกของการเปิดเทอมแล้วล่ะ
    ตอนเราจะส่งโปรเจค อาจารย์ภาคคอมวิศวะจะอยู่ต่างประเทศเสมอ
    รับน้องวิดวะหลัง last cheer เป็นวันที่แสงโสมขายดีสุดในแถบนั้น(แต่ตอนนี้ถูกห้ามกินในคณะแล้ว)
    เดินลุยเวลาน้ำท่วมจะมีปลามาว่ายอยู่ข้างๆเท่าบนถนน
    ตึก 12 เข้าได้ 3 ทาง แต่มียามเฝ้าแค่ทางเดียว
    คำขวัญโรงอาหารวิดวะ "ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด เก็บจาน" (อยู่บนโต๊ะที่โรงอาหารวิดวะทุกแห่ง)
    ซอบเกกีงาม 2 เมื่อฝนตกสามารถแปลสภาพเป็นคลองใด้ในพริบตา
    ล่าสุด ตึกเอ เปลี่ยนไปเป็นสีม่วงเหลือง!!!!!
    สาวๆๆหอในคนให้อยากรู้ว่าสวย/ไม่สวย ก็ลองเดินผ่านหน้าภาค POWER(วิศวไฟฟ้า)ดิ เด๊ยวก็รู้ ตั้งแถวแซวกันทุกเย็น
    ตึกกิจ คณะวิศวะ ถือเป็นเขตนอกคณะสามารถกินเหล้าได้ แม้คณบดีจะีสั่งห้ามกินเหล้าในคณะ
    ไว้มาต่อทีหลังเน่อ

    เรื่องทั่วไป
    - หอพักซอยเกกี ทั้งหลาย หลังๆมาผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดเลยแต่ก็เต็มทุกที่นะ มีช่วงหลังๆที่เค้ารณรงค์ให้รักนวบสงวนตัวไรนั้นนะ ตอนแรกแต่ละหอพักจัดการซะยกใหญ่เลย ว่าต้องแบ่งหอนี้เป็น ชาย หรือ หญิง แยกไปเลย จนถึงตอนนี้ก็ไม่เห็นแยกเลยนะ ...เหอๆ

    ของกิน
    ส้มตำคุณนาย
    สง่า หมูกระทะ
    ซื่อฉาย ราดหน้า
    หมูปิ้ง ปากซอยจินดา
    ก๋วยเตี๋ยวป้าหน่อย
    egg noodle nayhui...soi thipwaree
    November 02

    เรื่องตลกๆ คลายเครียด

    ช่วงนี้หลายๆอย่างผ่านเข้ามา อยากให้เรื่องร้ายๆทั้งหลาย ผ่านพ้นไปด้วยดีสักที
     
    แค่อยากอยู่แบบสบายๆใจบ้าง ก้อเท่านั้น ไม่รู้ต้องรอไปถึงเมื่อไรกัน...
     
    เลยหาเรื่องขำๆ มาอ่าน(ถึงแม้อ่านแล้วจะไม่ขำ)
     
    **  อ่านเล่นๆ ไม่เครียด กับวันสบายๆ(ขออภัยที่บางอันติดเรท ^ ^") **

    -------------------------------------------------
    1. มดอ่ะไรเอ่ย ตกน้ำแล้วไม่ลอย_________มดดําไง ( ดำน้ำ )
    2. ถ้าเจอเหรียญบาทจะทํายังไง_______ไปโรงพยาบาลดิ เจ็บอ่ะ
    3. ถ้าโดนขวานจามใส่หน้าจะทํายังไงอ่ะ_______กินยากันเป็นหวัด
    4. ผีอ่ะไรทําให้เด็กหยุดร้องให้________ผีปอบไง ( ปลอบ )
    5. กระดาษอ่ะไรเราใช้ไม่ได้__________กระดาษซับหน้ามัน
    6. ประเทศอ่ะไรไม่ใช้เงินสด__________สาธารณเชค
    7. ห้องอ่ะไรไม่รับคนจีน_________ห้องรับแขก
    8. ทําไมโจรไม่ชอบส่งจดหมาย________เพราะมีจ่าหน้าซอง
    9. คนประเทศอ่ะไรรวยที่สุดในโลก__________ชาวไอริช
    10. สตาร์วอลล์ภาคไหนที่คุณดูแล้วรู้เรื่องที่สุด________ภาคไทยดิ
    11. ขนมอ่ะไรกินแล้วปากแตก________ขนมชั้น
    12. ปลาอ่ะไรเอ่ย?คู่กับปลาปีรันย่า_______ปลาปีรันปู่
    13. เวลา  11.00น. วัดควรเปิดเพลงอ่ะไร_______อย่าลืมฉัน ( เพล )
    14. ปลาอ่ะไรเอ่ย ไม่มีสัมมาคาราวะ_________ปลาตายเพราะมันไม่ว่าย ( ไหว้ )
    15. แม่อ่ะไรประหลาดใจที่สุด________แม่เจ้าโว้ย
    16. ใครเป็นคนขายบรีส!_________เอ็กช์ เพราะบรีสเอ็กช์เชลล์ ( sale )
    17. คนที่ตายไปแล้ว คุณคิดว่าเขาไปสบายหรือไปลําบาก__________สบายดิเพราะถ้าลําบากกลับมานานแล้ว
    18. ทําอย่างไรถึงจะได้เป็นครู__________ทําผิด เพราะผิดเป็นครู
     
    ***
     
    >> ตอนเป็นแฟนกัน อะไรๆมันก็ดีอย่างนี้ <<
    ชายหนุ่ม : บ้านคุณอยู่ไกล ซอยเปลี่ยว อันตราย ให้ผมไปส่งดีกว่า
    หญิงสาว : ซอยมันแคบกลับรถลำบากนะค่ะ
    ชายหนุ่ม : ไม่เป็นไรครับ ผมถอยหลังผ่านตลอดออกได้
    เมื่อแต่งงานกันผ่านไป 5 ปี.... อะไรอย่างนี้ก็เกิดขึ้น
    ภรรยา : พี่ ๆ กลับเถอะดึกมากแล้ว
    สามี : จะคุยกับเพื่อน กลับไปก่อนซิ
    ภรรยา : ซอยมันเปลี่ยว อันตรายน่ะพี่
    สามี : กลับประจำ ไม่มีอะไรหรอก
    ภรรยา : ชั้นกลัวถูกข่มขืน
    สามี : ไม่หรอกน่า ... เดี๊ยวนี้ โจรมันฉลาด... มันรู้จักเลือก
     
    ***
     
    >> บ่ออธิษฐาน <<
    หนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินมาถึงบ่อศักดิ์สิทธิ์ที่หลายคนมาอธิษฐานขอพร
    ฝ่ายชายเริ่มโน้มตัวไปข้างหน้า ตั้งจิตอธิษฐานและโยนเหรียญลงไป
    ฝ่ายภรรยาอยากอธิษฐานเช่นกันแต่เธอโน้มตัวไปมากเกินจนเสียศูนย์ ตกลงไปในบ่อ แล้วจมน้ำตาย
    สามีพูดขึ้นเบาๆว่า
    "ว้าว ได้ผลจริงๆด้วย"
     
    ***
     
    >> ประสบการณ์เฉียดตาย <<
    หญิงวัยกลางคนเกิดอาการหัวใจวายและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล
    ระหว่างที่อยู่บนเตียงผ่าตัด เธอพบกับประสบการณ์เฉียดตาย
    ซึ่งในระหว่างนี้เธอเห็นพระเจ้าและถามพระองค์ว่าวาระสุดท้ายของเธอมาถึงแล้วใช่ไหม
    พระเจ้าตอบว่ายัง เธอต้องอยู่ต่อไปอีกสามสิบปี
    หลังจากฟื้นคืนสติ เธอตัดสินใจอยู่ต่อที่โรงพยาบาลต่อเพื่อผ่าตัดดึงหน้า ทำปากให้อิ่มเอิบ
    เสริมหน้าอกและอื่นๆอีกสารพัด เธอยังให้ช่างเข้ามาเปลี่ยนสีผมให้อีกด้วย
    เธอทำเช่นนี้เพราะเห็นว่าในเมื่อจะต้องมีชีวิตอยู่อีก 30 ปี ต้องใช้เวลาทั้งหมดนี้อย่างมีความสุขที่สุด
    หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการเสริมสวย เธอเดินออกจากโรงพยาบาล
    แต่โชคร้ายกลับถูกรถพยาบาลชนตาย เมื่อมาพบหน้าพระเจ้าอีกครั้ง เธอบ่นว่า
    "ฉันได้ยินว่าพระองค์บอกเองว่าฉันต้องมีชีวิตอยู่อีก 30 ปี"
    พระเจ้าตอบว่า "โทษที เราจำเจ้าไม่ได้!"
     
    ***
     
    >> ฟันทอง <<
    เจ้าทุกข์ : ผมถูกผู้ร้ายจี้เอานาฬิกาเรือนทองไปเมื่อ 5 นาทีที่แล้ว
    เจ้าหน้าที่ : คุณร้องขอความช่วยเหลือหรือเปล่า?
    เจ้าทุกข์ : ไม่ ผมร้องไม่ได้ ในปากผมยังมีฟันทองอีก 2 ซี่
    ***
    ตี๋เก๊า : กลุ้มใจจริง ๆ พาผู้หญิงเข้าบ้านตั้งหลายคน ไม่มีคนไหนถูกใจแม่เลย
    เฮียใจ๋ : ลื้อควรหาผู้หญิงที่เหมือนแม่
    ตี๋เก๊า : อั๊วเคยทำแล้ว แต่พ่ออั๊วไม่ชอบ
     
    ***
     
    สาว Sexy
    เข้าไปดื่มในบาร์เธอหันไปเตะตากับหนุ่มหล่อกล้ามใหญ่คนหนึ่ง
    จำได้ว่าเป็นดาราทีมอเมริกันฟุตบอล
    เธอคิดในใจว่าคืนนี้จะต้องหิ้วเขาให้ได้
    หลังจากกระดกเหล้าได้ 2 แก้ว เธอก็ขยับเข้าไปใกล้
    "ท่าทางคุณดูแข็งแรงจังเลยนะคะพ่อนักกีฬาดูคอคุณสิ"
    "อ๋อครับ รอบคอผม 22 นิ้วครับ" ชายหนุ่มตอบหญิงสาวชายคามองอกหนา
    "หน้าอกนี่หล่ะเท่าไหร่"
    "56 นิ้วครับ"
    "โอ็โห บึกบึนดีจริง ๆ แล้วรอบเอวล่ะจ๊ะ"
    "26 นิ้วครับ"
    "ว๊าว แล้วตรงนั้นล่ะจ๊ะ" หญิงสาวรุกถึงที่
    "4 นิ้วครับ"
    "ต๊าย" หญิงสาวตกใจความหวังพังทลาย
    "อีก 4 นิ้วจะถึงพื้นครับ" ชายหนุ่มบอกต่อ
     
    ***
     
    หนุ่มใหญ่ไฮโซนายหนึ่งไปพบหมอที่คลีนิคกามโรคแห่งหนึ่ง
    หมอแจ้งแก่หนุ่มไฮโซว่า "คุณเป็นโรคผู้หญิงขั้นรุนแรง...การรักษา
    มีทางเดียวเท่านั้นคือต้อง...ตัดทิ้ง.ง.ง"
    หนุ่มไฮโซไม่ละความพยายามไปหาหมอจีนแผนโบราณที่มีชื่อเสียงมากท่าน
    หนึ่ง..
    .และ
    เล่าอาการและคำแนะนำของหมอท่านแรกให้ฟัง
    หมอจีนได้ฟังก็พูดขึ้นว่า..."ไม่ไหว..ไม่ไหว
    หมอสมัยนี้เอะอะก็จะตัดทิ้งอย่างเดียว"
    หนุ่มไฮโซได้ฟังก็แสนจะดีใจและมีความหวังถามหมอจีนว่า...หมายความว่า
    ผมไม่ต้องตัด...ใช่ไหมครับหมอ?"
    หมอจีนตอบว่า..."ม่ายต้องตัดทิ้งหรอก...ปล่อยไว้อย่างนี้แหละ
    เดี๋ยวมังก็หลุก ( หลุด ) ปายเอง.ง.ง.ง "
     
    ***
     
    >> รู้สิ <<
    ทนายจอมขู่ซักพยานอย่างไม่ไว้หน้า เขาถามพยานว่าอยู่ห่างจากบริเวณที่เกิดเหตุเท่าไหร่
    "ห้าเมตรกับแปดสิบเซนติเมตร" พยานตอบ
    "ทำไมถึงรู้ระยะทางแน่นอนขนาดนั้น" ทนายกรรโชกต่อ
    "ผมรู้ว่าต้องมีไอ้งั่งที่ไหนสักคนถามคำถามนี้ ผมก็เลยวัดมันมา"
     
    ***
     
    >> เด็กฉลาด <<
    วันหนึ่งป้ากับหลานสาวจอมซนวัย 6 ขวบก็นั่งคุยกันถึงเรื่องการไปโรงเรียนของหลานสาว
    ป้า : นี่เจ้าตัวยุ่งเปิดเทอมหน้านี้น่ะ ถ้าป้าจะให้ไป-กลับโรงเรียนเองคนเดียวไปได้ไหม?
    หลาน : ได้สิป้า หนูไปได้อยู่แล้ว
    ป้า : ถ้าขึ้นรถเมล์แล้วจะลงป้ายหน้าบ้านถูกหรือจ๊ะ
    หลาน : ถูกจ้ะ หนูจำทางได้แล้ว
    ป้า : ถ้ากดกริ่งไม่ถึงจะทำยังไงล่ะ
    หลาน : หนูก็บอกกระเป๋ารถให้กดให้น่ะสิป้า
    ป้า : อืมม์ ใช้ได้นะเนี่ยเราน่ะ แล้วถ้ากระเป๋าอยู่ไกลแล้วไม่ได้ยินเราพูดล่ะ
    หลาน : หนูก็ตะโกนบอกคนขับน่ะสิไม่เห็นยากเลย
    ป้า : เก่งมากหลานป้า....รู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้แล้วหนูจะบอกคนขับรถว่ายังไงล่ะลูก?
    หลาน : หนูก็ตะโกนบอกคนขับสิว่า "กดกริ่งด้วยยยยยยย"
    ป้า : ????????
     
    ***
     
    >> นางสาว อำแดง ฟักมี <<
    มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นชาวต่างจังหวัดนามว่า “นางสาว อำแดง ฟักมี”
    วันหนึ่งแกมีความจำเป็นที่ต้องไปทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกา
    แกจึงไปยื่นเรื่องของวีซ่าที่สถานฑูต
    เมื่อเจ้าหน้าที่สถานฑูตเห็นนามสกุลของเธอ
    จึงแจ้งว่านามสกุลของเธอไม่สุภาพ
    และคงไม่เหมาะสมที่จะไปใช้นามสกุลนี้ในอเมริกา
    เมื่อเธอทราบความหมายของนามสกุลเธอในภาษาอังกฤษ
    เธอก็อายจนหน้าแดงและแจ้งว่าจะรีบไปเปลี่ยนให้เรียบร้อย
    และจะรีบกลับมายื่นเรื่องต่อเจ้าหน้าที่อีกครั้ง
    หลังจากออกจากสถานฑูต เธอก็มุ่งตรงไปที่อำเภอในทันที
    พร้อมทั้งแจ้งความประสงค์พร้อมทั้งเหตุผลต่อนายอำเภอ
    นางสาวอำแดง “ท่านนายอำเภอคะ อิฉันต้องขอเปลี่ยนนามสกุลค่ะ
    เพราะต้องไปทำงานที่อเมริกาและเจ้าหน้าที่สถานทูต บอกอิฉันว่า
    นามสกุลฉันไม่สุภาพค่ะ ท่านนายอำเภอช่วยหน่อยนะคะ
    อิฉันก็ไม่ค่อยรู้เรื่องภาษาอังกฤษด้วย”
    นายอำเภอพอได้รับฟัง และเห็นนามสกุลก็หัวเราะแล้วบอกว่า
    “ไม่เป็นไรคุณผู้หญิง เขาต้องการให้สุภาพกว่านี้ใช่ไหม เดี๋ยวผมจัดการให้”
    เสร็จแล้วนายอำเภอก็จัดการเปลี่ยนนามสกุลให้เธอเป็นที่เรียบร้อยและบอกกับเธอว่า
    “คราวนี้ไม่น่ามีปัญหาแล้วนะผมเปลี่ยนเป็นแบบสุภาพให้แล้ว”
    นางสาวอำแดงดีใจมากวันรุ่งขึ้นรีบไปยื่นขอวีซ่าใหม่พร้อมกับความมั่นใจว่าสุภาพแน่
    เธอยื่นขอวีซ่าในชื่อของ “นางสาว อำแดง ฟักมีพลีส”
     
    ***
     
    กระทาชายนายหนึ่งเกิดมาไม่เคยมีอะไรกับหญิงสาวมาก่อนเลย จนกระทั่งวันหนึ่งได้ตัดสินใจ จะไปเที่ยวอาบอบนวด แต่ก็ไม่ลืมคำขวัญ
    " ขับรถ ระวัง ชน ซุกซน ระวังเอดส์ "
    จึงไปร้านขายยาแห่งหนึ่งเพื่อซื้อถุงยาง อนามัย
    >> เจอกับอาซิ้มคนหนึ่งนั่งอยู่ในร้าน อาซิ้มถาม " ลื้อจาอาวอาราย "
    >> หนุ่มน้อยผู้ไม่เคยซื้อถุงยางอนามัยมาก่อน กระมิดกระเมี้ยน            รวบรวมความกล้า กระซิบบอกอาซิ้มเบาๆ
    >> อั๊วมาซื้อถุงยาง
    >> อาซิ้ม  ถามว่า " ลื้อจาอาวซ้ายหนาย"
    >> ชายหนุ่มงงมาก ไม่เคยรู้มาก่อน ถุงยางมีไซส์ ด้วย ลังเลอยู่พักหนึ่งจึงกระซิบบอก อาซิ้ม " ซิ้มจับดูแล้วกัน อั๊วไม่รู้ไซส์ "
    >> ว่าแล้วก็เดินไปให้ซิ้มจับ ซิ้มล้วงมือไปในกางเกง พักนึง แล้วตะโกน ไปทางหลังร้าน
    >> " อีหลู อีหลู ซามอลซ้าย ก่องนึง "
    >> ชายหนุ่มได้ฟัง ก็เกิดอาการหัวเสีย เพราะไม่เชื่อว่าต้วเองจะมีขนาดเล็กอย่างนั้น  จึงบอกอาซิ้มว่า "โห!!!! จับใหม่เลย อั๊วไม่เล็กขนาดนั้นหรอก"
    >> คราวนี้อาซิ้ม ล้วงมือเข้าไปในกางเกงชายหนุ่มอีกครั้ง คราวนี้นานกว่าครั้วแรก พร้อมกับลูบขึ้นๆ ลงๆ ด้วย จนแน่ใจ จึงตะโกนไปทางหลังร้านอีกครั้งนึง
    >>  " อีหลู อีหลู เปี่ยงเปี่ยง เอาเป็น มีเลี่ยมซ้ายมา "
    >> ชายหนุ่มก็ยังไม่พอใจอยู่ดี ขอให้อาซิ้ม  วัดดูอีกที
    >> คราวนี้อาซิ้มเอามือล้วงไปในกางเกงอีกครั้ง ใช้เวลาแป๊บนึงก็ดึงมือออกจากกางเกงชายหนุ่ม พร้อมตะโกน
    >> อีหลู อีหลู ถุงยาง ม่ายต้องเลี้ยว เอาทิกชู่ มาแผ่นนึง ด่วน!!!!
     
    ***
     
    ณ. คลีนิคแห่งหนึ่ง
     >> ได้มีสาวสวยคนหนึ่งมาเข้าการรักษา เมื่อถึงคิวเข้าพบหมอ
     >> คุณหมอ " สวัสดีครับ เป็นอะไรหรือครับ"
     >> หญิงสาว " ดิฉันไม่ค่อยสบายรู้สึกเหมือนจะเป็นไข้ค่ะ"
     >> จากนั้นคุณหมอก็ได้หยิบปรอท พร้อมกับพูดว่า "อมนี่ไว้ใต้ลิ้นนะครับ"
     >> หญิงสาว " เห็นจะไม่ได้ค่ะคุณหมอ ปากดิฉันเป็นแผลอมแล้วต้องเจ็บแน่ๆ
     >> คุณหมอ " งั้นเปลี่ยนอันใหม่นะครับ เอาอันนี้ไว้ใต้รักแร้นะครับ"
     >> หญิงสาว" เอ่อ..คือว่าดิฉันบ้าจี้มากๆ เลยค่ะคุณหมอ"
     >> คุณหมอนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะบอกว่า " งั้นมีอีกทางหนึ่งคือต้องวัดทางก้น คุณพอจะวัดได้มั้ย"
     >> หญิงสาว O.K. ค่ะ ทางก้นก็ทางก้น แต่มีข้อแม้คุณหมอต้องปิดไฟก่อนนะคะ คือดิฉันอายค่ะ"
     >> คุณหมอจึงจัดการปิดไฟจนมืด พร้อมทั้งจัดการวัดไข้ ทันใดนั้น หญิงสาวร้องขึ้นมาว่า " คุณหมอคะ นั้นมันไม่ใช่รูก้นนะคะ "
     >> คุณหมอตอบด้วยเสียงสั่น กระเส่าว่า " ไม่เป็นไรครับ อันนี้ก็ไม่ใช่ปรอทเหมือนกัน"
    October 25

    การรอคอย... กับใครบางคน !!

     
     
     
     
     
    ******************
     
    การรอคอยเป็นเรื่องที่ทรมาน
    โดยเฉพาะการรอคอยที่จะกลับมาพบกัน
    ใครสักคนที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
    ยิ่งรอ... ก้อเหมือนนาฬิกาเดินช้าลง
     
    จากเวลาที่นานอยู่แล้ว ก้อยิ่งเหมือนนานกว่าเดิม
    และการดำเนินชีวิตระหว่างการรอคอยนั้น
    ก้อดูเหมือนมีตัวแปรมากมาย
    ที่จะทำให้คนเปลี่ยนไปอยู่ทุกขณะ
     
    เพราะทุกคนมีความเหงา... ความโดดเดี่ยวอยู่
    พอๆ กับความอ่อนไหว
    แต่ก้อเป็นโอกาสดีๆ ที่จะใช้ระยะทาง
    เป็นเครื่องพิสูจน์ความรู้สึก พิสูจน์ความแข็งแรงของความรัก
     
    โดยวัดจากการกระทำ ความเสมอต้นเสมอปลาย
    และความอดทนด้วยเงื่อนไข ในความลำบากแห่งกาลเวลา
    เพื่อตัดสินว่า... การรอคอยคุ้มค่าหรือไม่กับการอยู่ห่างกัน
    และทรมานกับความคิดถึงกัน
     
    ต่างคนต่างก้อต้องทำใจให้เข้มแข็งกับอารมณ์ต่างๆ
    ที่คอยรบกวน และคอยชักจูงให้ออกนอกลู่ นอกทาง
    เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่าย ที่วันหนึ่งเราจะพบว่า
    คน คนหนึ่ง คือ... คนที่ชีวิตเราตามหามาตลอด
     
    ใครสักคนที่จะเป็นอย่างที่เราฝัน... ไม่ใช่เรื่องง่าย
    คนที่จะฝ่าฟัน การบีบคั้นแห่งการรอคอย
    ที่จะกลับมาหาเราได้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา
     
    ฉะนั้น... ความรู้สึกที่เขามีอยู่ ก้อคงไม่ได้ธรรมดา
    ที่สามารถรอคอยมาได้ อย่างไม่น่าเชื่อ
    และเมื่อถึงเวลานั้น... การรอคอยย่อมเกิดค่ามหาศาล
    ชีวิตจึงจำเป็นต้องรอคอยใครสักคนให้ได้
    หากว่าเป็นใครสักคน... ที่มีค่าแก่การรอคอย
     
    ***************************
    October 24

    Heart or Head ...

    Heart or Head ... ; อ่านแล้วรู้สึกว่ามีอะไรหลายๆอย่างให้คิด เลยคัดลอกมาให้อ่านกัน
     
    นิยายรักสมัยเก่าที่ผมอ่านตอนยังเป็นเด็กนั้น มักมีเรื่องของผู้ชายที่ลาจากคนรักไปเรียนต่อในต่างแดน แรกๆ คนรักก็ได้รับจดหมายจากเขาเป็นประจำ แล้วจดหมายก็ค่อยๆ ลดจำนวนลงเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ไม่มีจดหมายจากเขามาอีกเลย


    เช่นเดียวกัน เพลงลูกทุ่งลูกกรุงที่มีเนื้อหาทำนองนี้มีนับพันๆ เพลง สาวไปทำงานในเมืองกรุงแล้วลืมหนุ่มบ้านนา ลืมกลิ่นฟางข้าวและสาบควาย หลงระเริงไปกับแสงสีและคนรักใหม่ หนุ่มจากคนรักไปทำงานหากินในต่างแดนแล้วไม่กลับบ้าน ฯลฯ เพลงเหล่านี้ล้วนคร่ำครวญพิษจากอาการอกหัก โหยหาอดีตในห้วงเวลาที่ความรักยังดูดดื่ม โทษอีกฝ่ายที่ตัดรอนไมตรี หรือประนามอีกฝ่ายว่า หลายใจ


    มาถึงสมัยที่การคมนาคมและสื่อสารง่ายดาย สิ่งเร้าจากภายนอกทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ การที่ใครคนหนึ่งเกิดอาการเปลี่ยนใจนั้นเป็นไปได้ง่ายกว่าสมัยก่อนหลายเท่า เห็นง่ายๆ จากการที่เพลงเกี่ยวกับอาการอกหักไม่มีวี่แววว่าจะลดลง ละครโทรทัศน์ที่ผู้หญิงสามคนตบตีกันแย่งชายคนเดียว หรือชายห้าคนหมายปองสตรีคนเดียว จึงไม่เคยตกยุค การอกหักเป็นองค์ประกอบที่ขายได้ หนังยิ่งเศร้า หลั่งน้ำตาเป็นถังๆ คนดูยิ่งชอบ ราวกับว่าเป็นพวกซาดิสท์ ชอบดูคนอื่นบาดเจ็บทางใจ


    หนังสือ เพลง และละครสะท้อนให้เห็นว่า มนุษย์เราไม่มีวันหนีพ้นจากการอกหัก เพราะเมื่อใดที่อุปสงค์กับอุปทานไม่เท่ากัน ก็ต้องมีคนพลาดหวัง


    ในสังคมสัตว์ป่า ตัวผู้ร้อยละร้อยต้องแข่งขันกันเพื่อชนะใจ (หรือกาย?) ตัวเมีย และการแข่งขันที่ชัดเจนเห็นง่ายที่สุดก็คือการประลองกำลังกัน ตั้งแต่การขวิดเขา ประสานงา ไปจนถึงการรำแพนให้ตัวเมียชม ในท้ายที่สุดจึงต้องมีสัตว์บางตัวที่ไม่มีคู่ตลอดฤดูกาลนั้น หรือตลอดไป

    จึงไม่แปลกที่ขณะที่ใครคนหนึ่งมีความสุขที่สมหวังในรัก อีกคนหนึ่งก็อาจทุกข์ระทมจากการผิดหวังในรักนั้น อาการผิดหวังนี้คือการล้มทั้งยืน โลกแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ดวงอาทิตย์มืดหม่น


    ความจริงการเปรียบเทียบว่าโลกแตกร้าวเป็นชิ้นๆ นั้นมิได้เกินเลย เพราะการอกหักเป็นความรู้สึกที่ทรมานสิ้นดี เนื่องจากมันเป็นส่วนผสมของความผิดหวัง ความเสียดาย ความรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ความรู้สึกว่าถูกทรยศ ถูกขโมย ถูกปล้น และความรู้สึกทางเพศที่ถูกตัดตอน


    อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาดูให้ดีจะเห็นว่า สื่อและศิลปะสายละครหรือวรรณกรรมมักนิยมสะท้อนมุมของ ผู้ถูกกระทำ มากกว่า ผู้กระทำ


    หลายครั้งมีคนมาปรับทุกข์กับผมว่า ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลิกกับแฟนดีหรือไม่ เงินเดือนของเขาน้อย อนาคตไม่สดใสเท่าคนรักใหม่ ไม่อยากเลิก แต่ก็พอมองออกว่า แต่งงานไปไม่นานก็คงมีปัญหา


    การตราใครสักคนว่า หลายใจ เป็นการมองแบบเด็กๆ เพราะเรื่องอารมณ์ไม่มีถูกหรือผิด คุณไปซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ก่อนไปที่ร้านคุณรู้แล้วว่าจะซื้อยี่ห้อใด รุ่นไหน แต่เมื่อไปถึงร้าน พบว่ามีรุ่นอื่นๆ ที่ดีกว่า ราคาแพงกว่านิดหน่อย คุณก็เริ่มเขว


    ว่าก็ว่าเถอะ ความรักเป็นเรื่องหนึ่ง การแต่งงานสร้างครอบครัวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง การตัดสินใจของแต่ละคนขึ้นอยู่กับว่าเข็มทิศชีวิตเป็นหัวใจหรือหัว (heart or head)

    พูดง่ายๆ คือ ความรักเป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ (หัวใจ) ขณะที่การสร้างครอบครัวเป็นเรื่องของการใช้เหตุผล (สมอง)


    คนที่มองการณ์ไกล (โดยเฉพาะผู้ใหญ่) จึงมักเลือกคู่ครองที่สร้างความอุ่นใจได้ว่าแต่งงานไปแล้วจะไม่ลำบาก เพราะไม่มีอะไรทำให้รักจางเร็วเท่าหนทางที่ขรุขระ


    นี่เป็นสัญชาตญาณธรรมดาของมนุษย์


    แน่ละ แต่ละคนมองเรื่องนี้ต่างกัน คนที่ใช้หัวใจนำทางยอมกัดเกลือกินด้วยกันกับคนที่รัก คนที่ใช้สมองนำก็มักเลือกคนที่ให้ความปลอดภัยมากกว่า


    ในสังคมมนุษย์ การต่อสู้กันทางกายเพื่อเอาชนะใจสตรีเป็นเรื่องสมัยยุคหินไปแล้ว มาตรวัดใหม่ก็คือความสามารถที่จะทำให้สตรีอยู่สบายกว่า เครื่องวัดที่ชัดเจนที่สุดก็คือเงิน หรือศักยภาพที่จะรับประกันท้องอิ่มได้ จนมีคนเอาไปเขียนเป็นเรื่องขบขันว่า ผู้หญิงชอบผู้ชายเลว รักผู้ชายที่ดี แต่แต่งงานกับผู้ชายที่รวย (ความจริงผู้ชายก็มีพฤติกรรมเช่นเดียวกัน)


    เมื่อเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ คนที่ผิดหวังในรักก็จะมองว่าการอกหักเป็นหลักอุปสงค์กับอุปทานธรรมดา เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต เข้าใจและให้เกียรติการตัดสินใจของคนรัก


    ใช้หัวใจรักคนอื่น แต่เมื่ออกหัก ใช้สมองเข้าใจคนที่เรารัก


    วินทร์ เลียววาริณ
    http://www.winbookclub.com
    15 กันยายน 2550
     
     
    October 15

    รักแท้... มีได้แค่ครั้งเดียว

     
     
     
    ***************************
     
    ในความเป็นเพื่อน... ไม่ต้องการความใส่ใจมากนัก
    แต่ในการเป็นคนรัก... ความใส่ใจ ดูแลกัน คือสิ่งสำคัญ
    หากละเลยไปบ้าง...  ก็ไม่เป็นไร
    ตราบใดที่ไม่ได้ละเลย... เพราะมี "สิ่งอื่น" ที่น่าสนใจกว่า
     
    ค่าของความรู้สึกอาจวัดไม่ได้
    แต่ค่าของหัวใจ...  วัดได้จากความรักที่มีให้กัน

    ความรักแยกส่วนผสมไม่ได้...
    เพราะถ้าแยกออกแล้ว... มันจะไม่ใช่รักที่สมบูรณ์
     
    หากรักแท้ มีได้แค่เพียงครั้งเดียว
    งั้นฉันก็คง... ไม่มีรักแท้แน่ๆ
    เพราะสำหรับฉัน รักแท้มีได้หลายครั้ง
    แต่... ในแต่ละครั้งมันจะเกิดขึ้นกับคนๆ เดียว ไม่ใช่กับทุกคน
     
    October 10

    เธอจะรู้ไหม...?

     

                                                       

    ทุกวันที่ผ่านไป... ฉันคิดว่าจะได้เจอกับเธอ

    แต่ก็เหมือนฟ้าแกล้ง มีแต่ฉันคนเดียวที่เฝ้าพร่ำเพ้อ

    อยากพบเจอแต่เธออยู่ร่ำไป...

    รอยยิ้มของเธอ... ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่น

    รอยยิ้มของเธอ... ทำให้ฉันมีกำลังใจ

    รอยยิ้มของเธอ... ทำให้ฉันนึกถึงช่วงเวลาดี ดี

    รอยยิ้มของเธอ... มาช่วยเปลี่ยนแปลงหัวใจ

    รอยยิ้มของเธอ... ที่ฉันเฝ้ารอมานาน

    รอยยิ้มของเธอ... ที่ฉันอยากเห็นทุกๆวัน

    ฉันคงจะขอเธอมากไป

    แต่หัวใจมันไม่ยอมรับฟัง

    อยากจะตะโกนบอกเธอดังๆว่า  คิดถึงจัง!!

    รอยยิ้มนั้นที่ฉันรอ

    เธอเหมือนแสงสว่างในใจฉัน

    ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กัน

    ทำให้ฉันอยากมีเธอร่วมฝัน

    อยากมีคืนวันที่ดีร่วมกับเธอ

    เธอจะรู้บ้างไหม...  ว่ามีใครตรงนี้!!

    October 02

    ความรู้สึกที่เรียกว่า... อกหัก

    อกหัก" มันก็เป็นแบบนี้เอง …
     
           เวลาที่คนเราอกหัก มีอยู่สองประโยคที่ผู้คนรอบตัวมักจะนำมาพูดเพื่อปลอบใจคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้นอยู่เสมอ นั่นก็คือ “เวลาจะช่วยเยียวยาบาดแผลทุกชนิดได้” และ “เมื่อประตูบานหนึ่งปิดลง ประตูอีกบานก็จะเปิดรอรับเราอยู่เสมอ” แต่กว่าจะถึงเวลานั้น ไม่ว่าใครต่างก็รู้สึกว่า เวลาแต่ละเสี้ยววินาที ช่างเนิ่นนาน และผ่านไปยากเย็นเหลือเกิน แต่ก็ขอให้เชื่อเถอะว่า ไม่ว่าจะใช้เวลานานขนาดไหน ทุกสิ่งทุกอย่างจะผ่านไปตามกาลเวลากว่าจะผ่านช่วงเวลาที่ความคิดและความรู้สึกตกผลึกมาได้ ยังมีขั้นตอนอีกมากมาย กว่าที่เราจะผ่านจุดนั้น
     
    1. ปฏิเสธ
           ตอนนี้คุณยังไม่เชื่อว่าเรื่องราวเหล่านี้ กำลังเกิดขึ้นกับคุณ คุณแยกตัวเองออกมาจากสังคมและเพื่อนฝูง เพราะคุณยังทำใจไม่ได้
    วิธีที่จะช่วยให้คุณผ่านขั้นตอนนี้ไปได้ก็คือ อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เพราะคนที่รักคุณจริงๆ ทั้งเพื่อนฝูงหรือพ่อแม่ ย่อมจะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ
     
    2. เกรี้ยวกราด
           คุณคิดว่าคนๆ นั้นกล้าดียังไง ถึงมาทำแบบนี้กับคุณ ตอนนี้คุณอาจจะโกรธทั้งตัวเขาและตัวคุณเองว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องเลิกรากันไป ลองพยายามขจัดอารมณ์โกรธของคุณ ด้วยการเขียนจดหมายถึงเขา แต่ห้ามส่งจดหมายนี้เด็ดขาด หลังจากนั้นลองกลับมาอ่านจดหมายนี้ใหม่ในอีกวันถัดมา แล้วคุณอยากเก็บไว้ หรือจะขยำทิ้งก็ไม่มีใครว่า เขียนไปเรื่อยอารมณ์รุนแรงจะค่อยๆ ลดลงทุกวัน จะเขียนเป็นบันทึกเลยก็ไม่เป็นไร
     
    3. ลดคุณค่าตัวเอง
           ในขั้นนี้คุณจะลดคุณค่าตัวเองลงมา โดยบอกเขาว่า จะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เขากลับมา อะไรก็ได้ที่จะทำให้เรากลับไปเป็นเหมือนเดิม หรือคุณอาจจะพยายามทำอะไรแปลกๆ เพื่อให้เขากลับมาจนถึงขั้นขาดสติ เช่น โทรตามตื้อไม่หยุด แม้ว่าเขาจะไม่รับโทรศัพท์คุณเลยก็ตาม
     
    4. ซึมเศร้า
           คุณอาจจะยังรู้สึกโกรธ โศกเศร้า รู้สึกผิด ทุกสิ่งทุกอย่างผสมกันอยู่ในตอนนี้ แล้วสิ่งเหล่านั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นอาการซึมเศร้า คุณไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร เหนื่อยแม้กระทั่งหายใจ เพราะคุณสูญเสียการควบคุมทั้งอารมณ์และร่างกายตนเอง ถ้าคุณอยู่ในระหว่างขั้นตอนนี้นานเกินไป จนเสียงานเสียการ ให้ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างจิตแพทย์ดู
     
    5. ยอมรับ
           คุณเริ่มเข้าใจถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น คุณไม่รู้สึกโกรธเกรี้ยว หรือจมอยู่ในความเศร้าเหมือนที่ผ่านมา เวลาที่คิดถึงเขา คุณไม่ได้รู้สึกอารมณ์รุนแรงเหมือนเมื่อก่อน ทั้งในแง่บวกหรือลบ คุณสามารถที่จะกลับมามีชีวิตของคุณได้อีกครั้ง มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงเหมือนเดิม
     
     
            ส่วนมากเรามักจะบอกตัวเองว่า แฟนเก่าของพวกเรายังคงคิดถึงเราอยู่ เหมือนที่เรายังคงคิดถึงเขาอยู่ แต่ถ้าเขาไม่ได้คิดอย่างคุณล่ะ? คุณคงไม่อยากดูเป็นคนสิ้นหวังและไร้ค่าในเวลาเดียวกัน ยิ่งคุณติดต่อเขามากเท่าไหร่ คุณยิ่งไม่สามารถจะก้าวผ่านมันไปได้ ขอให้คุณจำเอาไว้ว่า ทุกครั้งที่คุณโทรหาเขา ไปหาเขา เขียนอีเมลหาเขา คุณยิ่งก้าวถอยหลังไปเท่านั้น แทนที่จะจมปลักอยู่กับอดีต ก็ลองเอาเวลาที่คุณมีอย่างเหลือเฟือมาเปิดโลกใหม่ให้ตัวเอง ด้วยการทำในสิ่งที่คุณอยากทำในอดีต แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ทำเมื่ออยู่กับเขา หรือพบปะสังสรรค์กับผู้คนใหม่ๆ ทั้งหญิงและชาย แต่พยายามอย่าทำอะไรที่คุณและเขาเคยทำด้วยกันในอดีต และเมื่อคุณแน่ใจแล้วว่า คุณไม่ได้รู้สึกอะไรพิเศษกับแฟนเก่าของคุณอีกต่อไป คุณก็สามารถเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ได้ เมื่อคุณรู้สึกว่าตัวเองพร้อมแล้ว อย่าปิดกั้นตัวเอง
     
     
      
    September 28

    นอนหลับ....ฝันดี

    สำหรับบางคนที่กลุ้มใจอยู่ ลองนำเคล็ดลับ 33 สูตร หลับฝันดีไปใช้ดู...

    1. อย่าเข้านอนเพราะว่า "ถึงเวลานอนแล้ว" :  แต่จงเชื่อนาฬิกาในตัวคุณเอง  โดยสังเกตุจากร่างกายจะสื่อให้ทราบเมื่อถึงเวลา อย่างเช่น การหาวนอน อาการแสบตา ความรู้สึกประเภท "ลานหมด" หัวจะทิ่มลงท่าเดียว หนังตาเริ่มหย่อน ความรู้สึกว่าจะหลับแล้ว แต่ถ้าคุณพลาดสัญญาณต่างๆเหล่านี้ไปแล้ว คุณจะต้องไปอีกอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง กว่าที่จะให้ร่างกายง่วงขึ้นอีกครั้ง เพราะคนเราต่างมีความรู้สึกง่วงนอนต่างกัน เพราะฉะนั้นถ้าง่วงนอนแล้วก็ควรนอนเลย... เพื่อจะได้ไม่เกิดอาการนอนไม่หลับ

    2. อย่านอนผิดเวลาทุกวัน : อย่างถ้าคุณรับประทานอาหารเวลาเดิม ก็แนะนำว่าควรเข้านอนเวลาเดิมเป็นประจำ อย่างเช่น ปกตินอน4ทุ่ม ก็ขอให้นอน 4 ทุ่มทุกวัน มิฉะนั้นจะเกิดความเสี่ยงที่จะง่วงนอนผิดเวลา

    3. ทดลองหลับแว่บเดียว : อย่างเช่น คุณนั่งบนเก้าอี้โซฟา มือหนึ่งถือช้อนกาแฟ ตรงปลายเท้าของคุณวางจานโลหะไว้ 1 ใบ เมื่อเผลอหลับ มือนั้นก็จะปล่อยช้อนหล่นลงมาบนจานโลหะ ส่งเสียงดัง มันเป็นการปลุกให้คุณตื่น คำอธิบายเมื่อหลับตา คุณจะสามารถตัดข้อมูล ไม่ให้เข้าสู่สมองได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งควรฝึกวันละหลายๆครั้ง

    4. พักกลางคัน :  เป็นการพักเพื่อลดความเหนื่อยล้า ง่ายๆด้วยการ นั่งสบายๆอยู่บนโต๊ะทำงานของคุณ หนุนศรีษะบนแขนที่ไขว้กัน หรือ นอนท่าเหยียดยาว หลับตาและปล่อยตัวตามสบาย สัก 5 นาที

    5. สะสมการนอน "ช่วงสั้น" ในวันทำงาน : ถ้าจะให้นั่งหลับเวลาทำงานก็คงดูไม่เหมาะสม คุณก็เปลี่ยนเป็นเก็บสะสมความอยากนอนของคุณไว้ เพื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ คุณจะได้นอนพักผ่อนได้อย่างเต็มอิ่ม ใช้หนี้ความเหนื่อยล้าตลอดทั้งสัปดาห์

    6. งดออกกำลังกายในตอนเย็นหลังเลิกงาน : ความเข้าใจผิดๆ จากการเล่นกีฬาหลังเลิกงาน จะทำให้เหนื่อยจนคุณอยากจะนอน คุณเข้าใจผิด เพราะการออกกำลังกายช่วงหัวค่ำจะทำให้ร่างกายสดชื่นตื่นตัวตากหาก

    7. ฝึกชี่กง (ลมปราณ) : ชี่กงเหมาะมากสำหรับสงบความคิดจิตใจ และขจัด ความอ่อนเพลีย ในไม่ช้าคุณจะเรียนรู้ที่จะทำท่าที่ชวนให้ง่องนอนเป็น 

    8. รับประทานอาหารค่ำแต่หัวค่ำ : แต่ควรหลีกเลี่ยงการเข้านอน "ขณะยังย่อยอาหารอยู่"  ควรรอให้ผ่านไปสัก 2-3 ชั่วโมงหลังอาหารมื้อนี้ แล้วจึงค่อยนอน

    9. เดินย่อยอาหารมื้อค่ำ : เป็นการรอเวลาจากข้อ 8 ในการรอเข้านอน...

    10. เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ กาแฟ น้ำชา : เป็นตัวทำลายความง่วง... และบางครั้งระบบเผาผลาญ บางคนต้อง ใช้เวลาสิบสอง ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงเพื่อกำจัดกาแฟเพียงถ้วยเดียว

    11. การหาว : จะช่วยผ่อนคลายได้ และทำให้อยากนอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า ได้ยืดแขนยืดขาด้วย

    12.ดื่มเครื่องดื่มชาสมุนไพร : ที่มีคุณสมบัติในการกล่อมประสาทอย่าง ชาคาโมมายล์ ลาเวนเดอร์….จะช่วยให้นอนหลับได้

    13.ลดปริมาณอาหาร และ กลูไซด์  (อินทรียสารในคาร์โบไฮเดรต) : มื้อค่ำ หลีกเลี่ยงน้ำตาล ของหวานที่หวานจัด น้ำผึ้ง น้ำอัดลม… เพราะเสี่ยงที่จะเสริมให้โลหิตมีปริมาณกลูโคสต่ำกว่าปกติในตอนกลางคืน

    14.รับประทานแอปเปิ้ล ผักกาดหอม และผลิตภัณฑ์จากนม : อาหารเหล่า นี้เป็นเพื่อนกับความง่วง เพราะประกอบด้วยสารหลักใน ตัวยาที่ออกฤทธิ์ วิตามินและเอ็นไซม์ที่เป็นสื่อกลางช่วยให้ง่วงเหงาหาวนอน ควรเลือกผลิตภัณฑ ์จากนมที่ย่อยได้ง่ายที่สุด อย่างโยเกิร์ต (นมเปรี้ยว) นมข้น และเนยแข็งสีขาว ดีกว่าพวกเนยแข็งที่ไขมันสูงและผ่านการหมักเชื้อ สำหรับอาหารค่ำ ควรเลือกอาหารจำพวกปลานึ่ง ผักนึ่ง และผลไม้ที่ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหาร ที่มีไขมัน ผลิตภัณฑ์จากหมูเนื้อ เครื่องเทศและเครื่องปรุงรส

    15. ก่อนนอนอย่าดื่มน้ำมากเกินไป : ตั้งแต่เวลา 18 นาฬิกาเป็นต้นไปจงลดการบริโภคของเหลว แต่ละหว่างวันควรดื่มน้ำมากๆ

    16. เสียงรบกวน : เสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อมต่างๆ ลดทอนการนอนหลับ ลองหาสำลีอุดหูหรือติดกระจกซ้อนสองชั้น ปูพรมตลอดห้อง ใช้เพดานเก็บเสียง...

    17.หัวเราะวันละหลาย ๆ ครั้ง : หัวเราะเป็นการรักษาสมดุลของระบบประสาท สำหรับบางคน "หัวเราะนาทีเดียวมีค่าเท่ากับการ ผ่อนคลายร่างกายสี่สิบห้านาทีเต็ม"

    18. ที่นอนเป็นเรื่องสำคัญ : เลือกฟูก ขนาดที่นอน ขนาด 160 คูณ 200 ซ.ม. กว้างกว่าฟูกมาตรฐานขนาด 140 คูณ 190 ซ.ม. หรือไม่ก็ไปหาฟูกแบบอเมริกัน เลือกตามชอบใจว่าจะเป็น คิงไซส์ ขนาด 190 คูณ 200 ซ.ม. หรือแคลิฟอร์เนียนคิงไซส์ ขนาด 180 คูณ 210 ซ.ม.

    19. ตรวจสอบทิศทาง สำหรับการวาง  เตียงนอน :  คือให้ศีรษะหันไปทางทิศเหนือ เท้าไปทางทิศใต้ตามทิศทาง ของคลื่นแม่เหล็กโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่าให้ศีรษะหันไปทางทิศ ตะวันออก

    20. สีผนังห้องนอน : การใช้สีฟ้ากลาง ๆ เป็นสีสำหรับ การนอนที่ดีที่สุด  

    21. แสงสว่าง :  ลดไฟฟ้าในห้องนอนของคุณ หรือปิดตาสักครู่ก่อนดับไฟ จะช่วยให้ร่างกายปรับความสมดุลง่ายขึ้น โดยช่วงเวลาเปลี่ยนแปลงคือ 2-3 นาที และปฏิบัติกลับกันในตอนเช้า 

    22.ไม่ควรนำต้นไม้ใบเขียวไว้ในห้องนอน : เพราะต้นไม้ที่อยู่ภายในห้องนอนจะมาแย่งออกซิเจนเรา ถ้าอยากได้ต้นไม้มาตั้งในห้องนอนจริงๆ ก็ควรเป็นต้นไม้ปลอมดีกว่า...

    23. วารีบำบัด : สปาบางแห่งเสนอวิธีบำบัดที่ช่วย สำหรับการนอนหลับ ประกอบด้วยการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ  โดยการแช่น้ำในอ่างที่ผสมหัวน้ำมันดอกลาเวนเดอร ์จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย

    24. อุณภูมิภายในห้องนอน : ควรให้อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 20 ถึง 25 องศาเซลเซียส

    25.ควบคุมการหายใจ : ร่างกายเพิ่มการหายใจในระดับทรวงอกเอง หายใจเข้าช้า ๆ และลึก ๆ โดยใช้ท้องแบบสบายๆไม่ต้องฝืน และ ต่อเนื่องกัน จากนั้นหายใจออกแล้วหยุดไว้สองวินาที ก่อนหายใจใหม่อีกครั้ง การหยุดช่วงสั้น ๆ ทำให้ระบบประสาทสงบลง ให้ปฏิบัติการหายใจในท่านอนเหยียดยาวก่อนนอน

    26. น้ำมันหอม : ระเหยผสมลงไปในน้ำมันฐาน หรือครีมที่เป็นกลาง ถ้าชอบจะเพิ่มน้ำมันหอมระเหย (ดอกลาเวนเดอร์ ดอกมาร์จอแลน ดอกบาซิลิก หรือเนโรลี) โดยหยดผสมไปกับน้ำมันฐาน (น้ำมันหอม ระเหยมากที่สุด 5 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันฐานถ้าเป็นไปได้ ใช้ชนิดบริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ ตามธรรมชาติ) โดยใช้นวดตัว และเน้นที่เท้า กลุ่มเส้นประสาท เส้นโลหิต หรือต่อมน้ำเหลือง เทคนิคอื่นในการคลายเครียดได้แก่ การใช้ฝ่ามือทั้งสองนวด โดยกางนิ้วออก นวดศีรษะเบา ๆ ไล่จากคางขึ้นไปถึงหน้าผาก แล้วย้อนกลับลงมาที่ท้ายทอย คุณนวดที่หางตาได้ด้วยเช่นกัน

    27. ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ : วิธีนี้ช่วยลดภาวะตึงเครียด สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ การนอนง่ายคือบังคับควบคุมความรู้สึกของสายตาและไม่คิดอะไร  ขณะนอนหลับ ระบบสัมผัสทั้ง 5 ของเราจะได้พักผ่อนเต็มที่ เริ่มต้น จากการมอง การรับกลิ่น การรับรส การสัมผัส และสุดท้ายการได้ยิน

    28.อาบน้ำร้อน : การทำเช่นนี้มี ปฏิกริยากล่อมประสาทให้ง่วงนอน (สำหรับแปดในสิบหน) วิธีการคือ เพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นจาก 35 ถึง 39 องศาเซลเซียส และคุณสามรถเติมสมุนไพร สกัดลงในอ่างน้ำร้อนได้ แต่เพื่อความเพลิดเพลินเท่านั้น เพราะมีเพียงความร้อนเท่านั้นที่ทำปฏิกริยา คุณเพียงแต่แช่ เท้าในน้ำร้อนก็ได้ ซึ่งจะต่อเนื่องถึงอุณหภูมิของร่างกาย และมีผลผ่อนคลายกลุ่มร่างแหเส้นประสาท เส้นโลหิต หรือหลอดน้ำเหลือง ให้ปฏิบัติก่อนเข้านอน

    29. วางมือทั้งสองข้างบนหน้าท้อง : ความร้อนจากมือช่วยผ่อนคลาย อวัยวะภายในช่องท้องที่ขวางการไหลเวียนพลังงาน

    30. อย่าคาดหมายล่วงหน้า : พยายามอย่านึกคิดล่วงหน้าถึงการนัดหมาย เพราะว่าความกังวล จะทำให้คุณนอนไม่หลับ

    31. ผ่อนคลายตัวเองด้วยการหลับตา : จินตนาการถึงการอาบน้ำ ฝักบัวเย็นฉ่ำที่ราดรดลงมาจาก ศีรษะแล้วไหลไปตามลำคอ นำพาความเครียดทั้งวัน ที่ผ่านมาให้ไหลไปตามทางน้ำ หรือใช้วิธีหายใจลึกๆ ผสานกับการคิดแต่ในแง่ดี ("ฉันยอมหลับอย่างวางใจ" "ฉันรู้สึกผ่อนคลาย เต็มที่")

    32. บอกเลิกกิจกรรมทุกอย่าง : สามชั่วโมงก่อนนอน ที่คร่ำเคร่งและใช้สติปัญญา หยุดอ่านหนังสือถ้ามันจุดจินตนาการของคุณให้ทำงาน ผลักดันให้ฝันหรือใช้ความคิดใคร่ครวญ

    33. สังเกตสิ่งทำแล้วหลับได้ดี : เพื่อจะได้นำมาใช้ใหม่ ในค่ำคืน ที่นอนไม่หลับสักที

    เคล็ดลับง่ายๆ แค่นี้ คุณก็สามารถนอนหลับฝันดีกันได้แล้ว...

    ยังไงก็ขอให้นอนหลับฝันดีกันทุกคนนะ...

     

    September 26

    อยู่เพื่อใคร ?

    ที่ผ่านมา…แม้เรามีเขาก็จริง
    แต่…เราอยู่เพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อเขา

    คนที่เคยมีใครคนหนึ่ง…ให้รัก
    หรืออยู่ใกล้กันมานาน…
    ความแข็งแรงของหัวใจ ก็จะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น
    คล้ายกับคนข้าง ๆ เรา …
    ที่คอยช่วยส่งแรงใจให้รา มีพลังทำอะไรหลายๆ อย่าง

    แต่เมื่อวันหนึ่ง…คนที่เคยอยู่ให้เรารัก
    เขาได้จากเราไป…
    ความอ่อนแอที่เราไม่คุ้นเคย
    ก็จะค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาทันที…
    ที่เราบอกตัวเองด้วยประโยค 3 ประโยค

    "เขาไปแล้ว…"
    "ไม่มีใครให้เรารักอีกแล้ว…"
    และ "ชีวิตเรามันเปลี่ยนไปแล้ว…"

    แต่คุณรู้ไหมว่า …สิ่งเดียวที่ทำให้เรารู้สึก
    เหมือนขาดคนๆ นั้น แล้วเราจะอยู่ไม่ได้
    นั่นคือ…เราคิดว่า เราอยู่เพื่อเขามาตลอด
    ถ้าเขาจากไป…เราก็ไม่รู้จะรักใคร

    เพราะฉะนั้น แค่เราบอกกับตัวเองว่า…
    แต่เราอยู่เพื่อตัวเอง…ไม่ใช่เพื่อเขา
    เราก็จะสามารถอยู่กับตัวเองต่อไป

    โดยที่เขาไม่จำเป็น ต้องอยู่กับเราด้วย
    และเราก็สามารถทำเพื่อตัวเองต่อไป
    แค่ไม่ต้องคอยแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้ใคร
    เหมือนที่เคยทำอีก …

    ทุกคนที่อยู่กับความรัก …มาเป็นเวลายาวนาน
    มักจะรู้สึกคิดและผูกพันกับอะไร ๆ
    ที่เรียกว่า "รัก"
    แววตาอบอุ่น คำพูดหวานๆ เสียงหัวเราะ
    สดใสของการหยอกล้อแกล้งกัน
    รวมถึง …การช่วยเหลือ ดูแล ปลอบใจกันและกัน
    และนั่นคือสิ่งที่สำคัญ ที่ทำให้ความผูกพันมันเกิดมากขึ้น
    จนกระทั่งเราอาจเริ่มรู้สึกว่า…เราขาดใครอีกคนไปไม่ได้

    แต่หากว่า…วันนี้เป็นวันที่คุณกำลังเศร้า
    เพราะเวลาของการจากลานั้น(ต้อง)มาถึง
    ทำอย่างไร…คุณถึงจะอยู่ได้ ?
    ทำอย่างไร…คุณถึงจะเข้าใจการจากลานั้นได้ดี
    จนไม่รู้สึกเสียใจอะไรเลย…

    ทุกอย่าง…มันก็ขึ้นอยู่ที่คุณคิด
    ถ้าคุณอยากคิดว่าเขายังอยู่ …
    ให้คิดว่า…เขายังวนเวียนอยู่ในโลกนี้
    ไม่ได้ไปไหน ไม่ต้องเสียใจให้กับการจากไปของเขาขนาดนั้น

    แต่ถ้าคุณอยากจะคิดว่า…เขาไปแล้ว
    ให้คิดว่า…เขาไปจากโลกนี้แล้ว
    ไม่มีคนชื่อนี้อีกต่อไป…
    และไม่ต้องเสียใจ ... ให้กับเขาอีกเช่นกัน

    ไม่ต้องเสียใจ…
    อาจจะดีก็ได้ที่ไม่มีใคร ให้รักสักช่วงเวลาหนึ่ง
    เพราะมันอาจทำให้คุณ…เริ่มกลับมาอยู่เพื่อตัวเองอีกครั้ง...
     

     

    September 21

    อดีต........

     
    ครั้งหนึ่งในชีวิตที่คุณคิดว่า. . .

    คุณไม่สามารถรักใครได้อีกแล้ว เพราะคุณรักเค้ามากๆ

    ที่สุดคุณก็จมอยู่กับอดีต
    พอวันเวลาผ่านไปมันจะสอนอะไรคุณหลายอย่างเชียวล่ะ 
     
     
    คนที่เค้าคบกับคุณเค้าทำให้คุณรู้สึกดี
    ทั้งๆ ที่อดีตไม่ได้ให้อะไรกับคุณในตอนนี้เลย

    นอกจากความเจ็บปวด

    ถึงจะมีสุขใจก็ตาม แต่มันก็ผ่านไปแล้ว




    เคยหันกลับมามองคนที่เค้าอยู่ข้างๆ คุณมั้ย
    คนที่ทำให้คุณทุกอย่าง
    คนที่ทำให้คุณมีความสุขในปัจจุบัน
    คนที่ทำให้คุณหัวเราะ
    ทำไมต้องนั่งเศร้ากับอดีต
    มาหัวเราะกับปัจจุบันไม่ดีกว่าหรอกหรือ



    อดีตทำไงก็ไม่หวนคืน
    เราใช้อดีตมาเป็นบทเรียนที่ทำให้คนที่เค้ารักเราในปัจจุบันมีความสุขดีกว่า

    นำอดีตเป็นบทเรียน

    ไม่ใช่ตัวถ่วงความรักปัจจุบัน

    บางคนคิดอยากจะย้อนเวลา

    ทำไมไม่คิดว่าจะเอาอดีตมาทำให้ปัจจุบันดีขึ้น

    ทำไมไม่คิดว่ามันจะทำให้เราเติบโตโดยเรียนรู้จากมัน



    ถ้าย้อนกลับไปได้จริง!!!
    คุณก็จะไม่มีวันก้าวไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็งได้เลย
    ถ้าย้อนกลับไปได้จริง!!!
    คุณเคยคิดมั้ยว่าคนที่เป็นปัจจุบันล่ะเค้าจะไปอยู่ไหน
    เค้าจะเจ็บปวดใจเท่าไร



    ถ้าย้อนกลับไปได้จริง!!!
    คุณจะเป็นแค่เด็กไม่รู้จักโต

    ถ้าย้อนกลับไปได้จริง!!!

    คุณจะเป็นคนไม่มีค่าเพราะไม่ทำปัจจุบันให้ดีขึ้น

    เรียกร้องแต่จะย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งที่ทำไปแล้วไม่เคยคิด




    จำไว้อดีตไม่ใช่ว่าไม่สำคัญ แต่ปัจจุบันน่ะสำคัญกว่า
    ถ้าคุณยังไม่ยอมรักษาปัจจุบันใว้ คุณอาจจะเสียใจ
    และอยากคิดจะย้อนเวลา. . . เพียงเพราะมันเป็นอดีตไปแล้ว
     
    September 19

    ความรัก...

     

    เพราะความคิดเป็นจุดเริ่มต้นของความรัก
    บางที.. ความรักอาจทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงความคิดไปจากเดิม
    อาจทำให้คนเราต้องปรับปรุงในสิ่งที่เคยทำ
    เพียงเพื่อให้เข้ากับใครอีกคน


     

    ความรักทำให้เกิดความเคารพ ศรัทธา
    คุณจะไม่สามารถรักใครได้ ถ้าไม่รู้สึกเชื่อมั่นเสียก่อน
    และคนแรกที่คุณต้องศรัทธาเชื่อมั่น ก็คือ ตัวเอง


    ความรักคือการให้
    ถ้าคุณต้องการที่จะได้ความรัก สิ่งที่คุณต้องทำก็คือการให้
    ยิ่งให้.. คุณก็จะยิ่งได้รับ


    สูตรลับของความสุขและทำให้มิตรภาพยืนยาวคือ

    "อย่าถามว่าคนอื่นให้อะไรคุณบ้าง
    แต่ให้ถามว่าคุณทำอะไรให้คนอื่นบ้างจะดีกว่า


    ในความรักมีมิตรภาพซ่อนอยู่
    อยากได้รักแท้ ก็ต้องหาเพื่อนแท้ให้ได้เสียก่อน
    การจะรักกันได้ไม่ใช่แค่มองตา
    แต่อยู่ที่ว่า.. ต่างคนต่างมีอะไรที่ตรงกันหรือเปล่า
    หากจะรักใครอย่างจริงใจ
    คุณควรจะรักในสิ่งที่เขาเป็น
    ไม่ใช่แค่ภาพที่คุณเห็น
    มิตรภาพก็เหมือนกับปุ๋ย
    ที่ช่วยทำให้ความรักเบ่งบานเติบโตทุก ๆ วันนั่นเอง